ค้นหาใน GOOGLE.CO.TH
ค้นหาใน phototech-mag.com
 
                   
 
 
 
Studio ใส่สีใส่อารมณ์   เรื่อง/ภาพ : ภูวพงษ์ ผจญอริพ่าย
 
 
ฝนกระหน่ำอย่างนี้..เข้าร่มถ่ายภาพในสตูดิโอกันดีกว่า หลังจากห่างหายการเข้าสตูดิโอถ่ายภาพ Portrait ไปปีกว่า คราวนี้เกิด แนวคิดอยากจะสร้างภาพ Portrait ของเราให้มีสีสันแปลกตาขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะทดลองไปปรับเปลี่ยนสีในโปรแกรมตกแต่งภาพ มาบ้างแล้วก็ตาม ก็ยังไม่ได้ภาพที่อยากได้ จึงมาคิดต่อว่าถ้าเรา ใส่สีในขั้นตอนของการถ่ายภาพไป เลยล่ะ..!! เราจะได้ภาพอย่าง ที่ต้องการหรือไม่..? ว่าแล้วก็ต้องลงมือกันเลย
 
 
 
 
มาดูอุปกรณ์หลักเพื่อสีสันที่เราต้องการ วิธีการใส่สีให้ภาพของเราจะ ต้องใส่ฟิลเตอร์สีไว้ที่หน้าไฟสตูดิโอ โดยเฉพาะดวงไฟที่ไม่ได้ใส่ Soft Box ไว้ ฟิลเตอร์สีที่เรานำมาใส่หน้าไฟมีมากมายหลายชนิด ทั้งแบบซื้อสำเร็จ กับแบบ ประยุกต์ใช้งาน ใครที่ทำอาชีพถ่ายภาพก็ควรจะซื้อแบบชนิดที่เค้าทำมาใช้งาน โดยเฉพาะ เพราะค่าของสีจะตรงใจกว่า มีให้เลือกมากกว่า อีกทั้งยังมีความ แม่นยำในการใช้งาน ไม่ต้องคอยมาปรับกันทุกๆ ครั้ง แล้วก็ยังมีความทนทาน ทนความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม เท่านี้ยังไม่พอยังมีเฟรมหรือ Holder สำหรับใส่ หน้าชุดไฟของเราได้อย่างพอดีด้วย ทำให้ดูโปรขึ้นตั้งเยอะ ฟิลเตอร์ชนิดนี้เค้า เรียกว่า “เจลลาติน” ดูคล้ายกับแผ่นใสที่เอาไปทำงาน Present สมัยก่อน มีเบอร์สีให้เลือกมากมาย ใครชอบสีส้มก็มีโทนสีกว่ายี่สิบกว่าส้มเลย การซื้อ ฟิลเตอร์ชนิดนี้ต้องดูดีๆ ว่าเป็นฟิลเตอร์สำหรับแก้สีถ่ายภาพหรือนำมาใช้ใส่หน้า ไฟสตูดิโอ ถ้าไม่ต้องการให้ยุ่งยากนักก็เลือกเอาสีสดๆ ใสๆ เข้มๆ เข้าไว้ เพราะ สีโทนนี้ไม่ใช่ฟิลเตอร์แก้สีแน่นอน แต่ถ้าไปเจอสีส้มอ่อนๆ สีฟ้าอ่อนๆ ไล่ไปจน สีเข้มๆ ก็ใช่ล่ะ เป็นฟิลเตอร์แก้สีแน่นอน อีกทั้งฟิลเตอร์แก้สีจะมีเบอร์กำกับไว้ เรียบร้อยเลย

บางคนต้องการความร้อนแรงของสีมากๆ ก็ไปหาฟิลเตอร์สีที่เค้าทำไว้ เฉพาะสำหรับการแสดงแสงสีเสียงก็ได้ โดยฟิลเตอร์ชนิดนี้จะมีสีเข้ม สีร้อนแรง สีมันส์ๆ และมีความหนากว่าฟิลเตอร์เจลลาตินมาก เพราะฟิลเตอร์จำพวกนี้ จำเป็นต้องทนความร้อนของไฟ Spot Light ให้ได้ ข้อเสียมีเพียงแค่สีสันมีน้อย มีสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน สีเขียว สีม่วง ดูง่ายๆ ก็เหมือนๆ สีไฟในการแสดง หรือในสถานบันเทิงยามค่ำคืนนั่นแหละ

สำหรับนักถ่ายภาพมือสมัครเล่น หรือกำลังหัดใช้ชุดไฟสตูดิโอ หรือ บางคนใช้แค่ไฟแฟลช ก็ไปหาซื้อกระดาษแก้วสีๆ ที่ขายกันตามห้างหรือตาม ร้านขายเครื่องเขียนทั่วๆ ไป ซึ่งก็มีสีให้เลือกไม่มากนัก ที่เห็นกันเยอะก็มีสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน แล้วก็สีเหลืองที่ขายดีที่สุดเพราะชอบเอามาห่อชุดทำบุญถวาย สังฆทานกัน ใครเป็นศิษย์วัดคงได้เห็นกระดาษแก้วสีเหลืองกันเกลื่อนไปเลยล่ะ ข้อเสียของกระดาษแก้วสีแบบนี้คือจะมีความคงทนน้อยมาก แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะจ่ายแค่สิบบาทได้แผ่นใหญ่มากๆ ตัดมาใช้ได้ไม่มีหมด แต่ที่ต้องระวัง เห็นจะเป็นเรื่องของความร้อน กระดาษแก้วแบบนี้ทนความร้อนไม่ค่อยดี บาง- ครั้งก็ไหม้หรือละลายให้เห็นในขณะที่ถ่ายภาพมาแล้ว ทางที่ดีเมื่อเราตั้งไฟใน ตำแหน่งที่แน่นอนเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ปิดไฟ Modeling Light ก่อนการ ถ่ายภาพ เพื่อเป็นการลดความร้อนของชุดไฟ และป้องกันไม่ให้กระดาษแก้ว ของเราละลายด้วย ไม่เสียดายกระดาษแก้วหรอกนะ แต่ถ้าเกิดมันละลายแล้ว ไปโดนเอาชุดไฟช็อตเข้า นี่ล่ะเรื่องใหญ่เลยจริงๆ
 
 
 
(ภาพซ้าย) ภาพแนวคลาสสิคแบบนี้เหมาะกับการวางไฟดวงเดียวจริงๆ การวางตำแหน่งของ Main Light จะต้องขยับ มาด้านหน้ามากซะหน่อย ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ได้แสงแบบ Broad Light ภาพนี้เกือบจะเป็นแสงแบบ Short Light ไปแล้วหากบริเวณฝั่งเงามีพื้นที่มากกว่านี้ ภาพนี้ต้องการแสดงลวดลายของฉากหลังด้วย การใส่สีส้มเข้าที่ไฟส่องฉากทำให้ได้โทนสีดูคลาสสิคขึ้นเยอะ
Shutter Speed : 1/200 Sec. • Aperture Value : f/8 • Meter Mode : Light Meter •
ISO Speed : 100 • Focal Length : 80 mm
 
 
 
แนวคิดนี้อยากให้เห็นบรรยากาศเหมือนอยู่ในยุคโบราณ ชาวเปอร์เซียอาศัยอยู่ท่ามกลางแสงไฟตะเกียง ซึ่ง มีอุณหภูมิสีของแสงต่ำ ภาพจะติด Warm Tone แบบนี้ การมาประยุกต์ใช้กับไฟสตูดิโอซึ่งมีอุณหภูมิสีของแสง เท่ากับ Daylight จะต้องใส่สีส้มที่หน้าไฟส่องฉาก แค่นี้ก็ได้ภาพย้อนยุคแบบคลาสสิคตามที่ต้องการแล้ว ภาพนี้ ไฟส่องฉากจะมีความเข้มของแสงเท่ากับไฟ Main Light เลย ก็เพราะตัวฉากหลังดูดแสงค่อนข้างมากกว่าฉาก ผิวเรียบ หากเราใช้วิธีการเดียวกับกับฉากหลังผิวเรียบ ฉากหลังจะมืดลงไปมาก
Main Light : Soft Box 500 watt • Backlight Light : Honeycomb Grid 500 watt +
Orange Filter • Location : Subaru Studio
 
 
ถ้าอยากให้ฟิลเตอร์สีของเรามีความคงทนกว่านี้ แต่ติดที่งบประมาณ การหาฟิลเตอร์เฉพาะ แนะนำว่าใช้แผ่นอคิลิคสีๆ ที่มีขายกันตามห้าง หรือถ้า อยากได้สีเยอะๆ ถูกๆ ก็ไปแถววงเวียนยี่สิบสองใกล้หัวลำโพง เค้าจะขายแผ่น อคิลิคสีขนาดฟุตคูณฟุตแบบบางๆ ไม่หนามาก แต่ก็ทนกว่ากระดาษแก้วล่ะ มีสี ให้เลือกมากมาย แต่บอกคนขายให้เอาแบบสีใสๆ นะ อย่าสีทึบๆ พวกสีทึบๆ เค้าเอาไว้ทำป้ายโฆษณา ป้ายร้านค้า ถ้าแผ่นใหญ่เกินไปเราก็เอาคัทเตอร์มา กรีดสักสองสามครั้งแล้วก็เอามือหักได้ง่ายๆ สมัยก่อนนิยมเอามาใส่หน้าเลนส์ ถ่ายภาพกันเล่นๆ แต่คุณภาพของภาพไม่ค่อยงามเพราะคุณภาพของพลาสติกสู้ฟิลเตอร์เฉพาะทางไม่ได้ แต่ถ้าเอามาใส่หน้าไฟสตูดิโอเนี่ย แจ่มเลย..!!
มาดูวัตถุประสงค์กันหน่อย.. ใส่ฟิลเตอร์สีเพื่ออะไรกัน..? มันแปลกกัน นักหรือไง..? ทำไมต้องใส่ฟิลเตอร์สีที่หน้าไฟสตูดิโอด้วย ไม่ใส่ที่หน้าเลนส์ไป เลยล่ะ..? การใส่ฟิลเตอร์สีก็ต้องการสร้างภาพสี ทำให้สีที่เราต้องการไปตกบน ตัวแบบในตำแหน่งต่างๆ ไม่ใช่เป็นการสร้างสีทั้งหมดให้เป็นโทนเดียวกัน การ ใส่ฟิลเตอร์สีไว้ที่หน้าเลนส์ถ่ายภาพ จะทำให้ภาพทั้งภาพมีสีของฟิลเตอร์เข้าไปผสมทั่วทั้งพื้นที่

ใส่ฟิลเตอร์สีเพื่อวัตถุประสงค์หลักๆ นั่นก็คือ “การสร้างอารมณ์ภาพ” วัตถุประสงค์ต่อมาก็สร้างมิติของภาพ และ สุดท้ายก็สร้างความแปลกใหม่ให้กับการถ่ายภาพ Portrait นี่อาจจะเป็นอีกเรื่องราวนึงที่ นำมาใช้สร้างสรรค์งานถ่ายภาพได้อีกวิธีการหนึ่งก็เป็นได้ สีสันกับการสร้างอารมณ์ภาพ เคยเขียนไว้แล้วว่าโทนสีอุ่นให้อารมณ์อย่างไร โทนสีเย็นให้อารมณ์อย่างไร คงไม่ต้องฉายซ้ำ เอาเป็นว่าเรามาเริ่มวางไฟกันก่อนเลย

แนวคิดสำหรับการถ่ายภาพชุดนี้ อยากเห็นความร้อนแรงเหมือนไฟลุกโชนอยู่ ในหัวใจ ดังนั้นจึงใช้ฟิลเตอร์โทนสีอุ่นในการ สร้างภาพเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะการส่องไฟมาที่ตัวแบบก็ใช้ฟิลเตอร์สีส้มกับสีม่วงแดง เป็นหลัก แต่ก็มีบางภาพที่ลดความร้อนแรง ลงไปด้วยการใส่ฟิลเตอร์สีเย็นเข้าไปด้วย
ในการจัดชุดไฟสำหรับคราวนี้ ตัว นางแบบเองยังคงต้องการแสงที่นุ่มนวลอยู่ดีแม้ว่าจะเล่นโทนสีร้อนแรงก็ตาม การใช้ Soft Box เป็นแสงไฟหลัก (Main Light) จึงมีความ จำเป็นอย่างมาก ส่วนไฟตำแหน่งอื่นๆ ยังคง ใช้ความรุนแรงจากต้นกำเนิดแสง โดยไม่มี อุปกรณ์สร้างความนุ่มนวลให้แสงแต่อย่างใด และที่ขาดไม่ได้สำหรับคราวนี้ก็ “ฟิลเตอร์สี” นั่นไงล่ะ..!!

โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบถ่ายภาพบุคคลให้เห็นแสงเงาชัดเจน ไม่ค่อยชอบถ่าย ภาพแบบใสๆ ไม่ว่าจะเจอสาวหวาน สาวเข้มยังไงก็คงแนวทางในการจัดไฟแบบนี้ ยกเว้น เสียแต่ถ่ายภาพตามใบสั่งนั่นแหละถึงจะใช้ ไฟแบบใสๆ ทำไมถึงชอบถ่ายภาพแนว แบบนี้นะ..? วันนั้นไม่ได้ไปถ่ายภาพคนเดียวมีบรรดา Focusing Staff ไปศึกษาแนวทาง การถ่ายภาพแบบนี้ด้วย หลายๆ คนก็สงสัย แนวคิดการวางไฟแบบนี้เช่นกัน

การวางตำแหน่งไฟหลัก 1 ดวงด้วย Soft Box กับการวางตัวลดเงาเพียงแค่แผ่น สะท้อนแสง แม้แต่จะวางไฟลบเงาอีก 1 ดวงก็ตาม ก็จะพยายามให้ส่วนเงา ได้รับแสงต่ำกว่า Main Light ประมาณ 1-2 Stop ถ้าหากต้องการแนว หวานหน่อยก็แค่ 1 Stop ถ้าต้องการดุดันขึ้นมาอีกหน่อยก็ลดแสงเสริมลงไป สุดท้ายแล้วแนวทางที่ชอบ...ก็ปิดไฟเสริมซะเลย แล้วใส่แผ่นสะท้อนแสงเข้า-ไปแทน วิธีการง่ายๆ ก็จะเริ่มวัดแสงไฟ Main Light ก่อนได้ค่าเท่าไหร่ ฝั่งตรงข้ามจะต้องได้รับแสงน้อยลงไปตามที่เราต้องการ
การวัดแสงทำอย่างไร..? การวางตำแหน่ง ไฟองศาเท่าไหร่..? เคยเขียนลงไปสองปีแล้ว คง ต้องไปรื้อๆ หากัน

มาคราวนี้อยากจะเน้นเรื่องของการจัดการกับชุดไฟที่ใส่ฟิลเตอร์สีซะหน่อย การใส่ฟิลเตอร์สีจะทำให้ปริมาณของแสงที่จะตกกระทบ ลงบนตัวแบบหรือส่วนอื่นๆ ในภาพลดลงไป ถ้าเป็นสีเหลืองก็ลดน้อยหน่อย สีแดงก็ลดลงมาอีก สีเขียวสีน้ำเงินเนี่ยลดลงไปเยอะเลย การเลือกฟิลเตอร์ควรเลือกที่สีสันเข้มๆ หน่อย อย่าไปเอาสีเขียวอ่อนๆ ใสๆ ฟ้าหม่นๆ ฝ้าๆ แบบนี้เมื่อเอามาใส่หน้าชุดไฟ สตูดิโอแล้วสีสันจะไม่ค่อยออกจากการลดแสงของฟิลเตอร์ต่างๆ ที่ว่ามา ไม่มีผลกับการวัดแสงเลย เพราะเราใส่ฟิลเตอร์สีที่ ต้องการเข้าที่หน้าไฟสตูดิโอก่อนแล้วจึงค่อยวัดแสง การทำแบบนี้ทำให้เราได้ค่าแสงที่ถูกต้องในการถ่ายภาพทันที โดยไม่ต้องมาคอยปรับ Over กันอีก
มาดูกันว่าการส่องแสงไฟใส่สีเข้าที่ตัวแบบกับการส่องไฟเข้าที่ฉากหลังจะมีวิธีการที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร..? มาดูการส่องไฟเข้าที่ตัวแบบก่อน เราจะต้องมีแนวคิดว่าการใส่ฟิลเตอร์-สีแล้วส่องไฟมาที่ตัวแบบนั้น...เพื่อต้องการอะไร..? ต้องการให้ตัวแบบมีสีสันเปลี่ยนไป..? หรือต้องการ แสงริมไลท์ (Rim Light) กับ Hair Light กัน..? การใส่สีเข้าที่ตัวแบบส่วนใหญ่จะใช้เป็น Main Light ไปเลย ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ควรใช้ Soft Box เพราะ ตัว Soft Box เองไม่เหมาะกับการใส่ฟิลเตอร์สี หรือ แม้ว่าเราจะพยายามใส่ฟิลเตอร์สีเข้าไป แต่ผลที่ได้ก็ไม่ค่อยเห็นสีสันมากนัก การใช้ไฟสะท้อนร่มก็ สามารถใส่สีได้เช่นกัน แต่ก็ยังได้สีสันที่ไม่สะใจพอ สุดท้ายใช้แสงไฟส่องตรงๆ นี่แหละที่ทำให้เห็นสีสันที่ตัวแบบชัดเจน
 
 
 
(ภาพซ้าย) เอาล่ะซิ..!! วางโทนสีอุ่นกับโทนสีเย็นฆ่ากันซะแล้ว ภาพนี้แสงเสริมส่องเข้าที่นางแบบ ไม่ใช้ทิศทางแสง Backlight แล้ว แต่เป็นแสงจากด้านข้างตรงๆ เลยโดยใช้ไฟส่องธรรมดา ใส่ฟิลเตอร์สีส้มส่องเข้ามาทางด้านซ้ายของภาพ การวัดแสงจะต้องให้ค่าความเข้มของแสง ต่ำกว่า Main Light มากกว่า 1 Stop ไม่เช่นนั้นแสงเสริมนี้จะไปกลบความนุ่มนวลของ Main Light ไปหมด สำหรับฉากหลังกลับใช้โทนสีเย็น นอกจากจะสร้างความลึกให้ภาพแล้วยัง เข้ากันกับธงชาติบราซิลด้วย ใครเห็นเปเล่ เห็นโรนัลโด ก็ต้องเห็นชุดบราซิลใส่เสื้อเหลือง กางเกงฟ้ากันทั้งนั้น
Shutter Speed : 1/200 Sec. • Aperture Value : f/11 •
Meter Mode : Light Meter • ISO Speed : 100 • Focal Length : 70 mm
 
 
 
Main Light ส่องจากทางด้านขวา ส่วน Fill Light ไม่ได้ใช้ Soft Box แต่ใช้หัวไฟธรรมดา ใส่ฟิลเตอร์สีส้ม วัดแสงให้มีความเข้มต่ำกว่า Main Light แสงเสริมนี้ไม่ได้ช่วยเปิดเงาอะไร เลย แต่ช่วยทำให้บริเวณลำตัวของนางแบบมีสีสันขึ้นเท่านั้น สังเกตว่าแสงไฟเสริมนี้จะไม่ ไปรบกวนบนใบหน้านางแบบเลย ส่วน Background Light ก็ใช้ Honeycomb Grid บีบแสง เช่นกันกับฟิลเตอร์สีน้ำเงิน
Main Light : Soft Box 500 watt • Fill Light : 250 watt + Orange Filter •
Backlight Light : Honeycomb Grid 500 watt + Blue Filter •
Location : Subaru Studio
 
 
สำหรับภาพชุดนี้เรายังคงใช้ Main Light จาก Soft Box เช่นเดิม ทำให้สีสันของแบบส่วนใหญ่ได้รับแสงสีขาว แต่จะใช้ฟิลเตอร์สีใส่หน้าไฟสตูดิโอสำหรับส่องมาเป็นแสงเสริม Rim Light และ Hair Light เมื่อใส่ฟิลเตอร์สีไปแล้วการวัดแสงจะต้องได้ค่าแสงที่มีความเข้มมากกว่า Main Light ประมาณ 1 Stop หากวัดแสงเท่า Main Light จะโดน Main Light กลบหมด แต่ถ้าได้ความเข้มของแสงมาก เกินไป สีสันจะลดความสดลงไป

มาดู Main Light กันก่อน..!! อย่างที่บอก ไปแล้วว่าการภาพชุดนี้เราจะใช้ Main Light เป็น แสงหลักเพียงแสงเดียว ตำแหน่งของการวางจะอยู่ด้านข้างเฉียงไปด้านหน้า ในมุมองศาที่ทำให้เห็นเงาของสันจมูกที่สวยงามสมบูรณ์ สังเกตง่ายๆ ดูดั้ง-จมูกไว้ก่อนเลย ถ้าตำแหน่งไฟไม่ถูกต้อง หน้าของ นางแบบที่เห็นสวยๆ แบบนี้ก็จะบิดเบี้ยวผิดรูปทรง ไปเลย มองผ่านกล้องแล้วดูว่าหน้าเบี้ยวหรือเปล่า..? แล้วจึงค่อยปรับตำแหน่งไฟกันอีกครั้ง ไม่ต้องไปจำ ว่าต้อง 60 หรือ 45 องศาอะไรนั่นเลย เพราะเอา เข้าจริงๆ เราก็ไม่มีอุปกรณ์ไปวัดองศากันหรอก..!!

สิ่งที่ต้องระวังสำหรับสตูดิโอที่มีพื้นที่ไม่ กว้างมากนัก หากตัวแบบอยู่ใกล้ฉากหลังจะทำให้ แสงจาก Main Light ไปตกลงบริเวณฉากหลังด้วย ทำให้แนวคิดของเราที่ต้องการให้ฉากหลังเข้มผิดไป ยิ่งถ้าเราต้องการใส่สีให้ฉากหลังด้วยแล้วหละก็ ยิ่ง ต้องระวังมากขึ้นด้วย เพราะแสงจาก Main Light จะทำให้สีสันของฉากหลังจืดลงไปมาก แนวทาง การแก้ไขก็ใส่ Barndoor ที่หน้า Soft Box ถ้าไม่ได้ ซื้อไว้ ก็หาแผ่นบังแสงหรือฉากกั้นสีดำๆ มาบังไว้ สำหรับที่สตูดิโอนี้ใช้แผ่นพลาสติกสีดำขนาดใหญ่ บังซะมิดเลย จะลองนำไปใช้ก็ไม่ว่ากัน

การวางตำแหน่งไฟเสริมทำอย่างไร..? สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดสำหรับการส่องไฟแบบนี้เห็นจะ เป็นเรื่องของการหลุดตำแหน่งของแสง เราต้องการ ให้แสงโดนเฉพาะส่วนเส้นผม ส่วนขอบๆ ของลำตัว แต่บางครั้งแสงก็อาจจะหลุดเข้ามาบริเวณสันจมูก บริเวณใบหน้า บริเวณเสื้อผ้า และบริเวณต่างๆ อีก มากมาย ซึ่งแสงแบบหลุดๆ ทั้งหมดนี้จะทำให้ภาพของเราขาดความน่าชมไปเยอะ ลองคิดดูก็แล้วกัน ว่าถ้าแสงแรงๆ มาอยู่ที่ปลายจมูกของแบบหละ..!! ภาพของเราจะเป็นอย่างไร..? สวยงาม หรือไม่ก็ เป็นตัวตลกไปเลย วิธีการดูง่ายๆ ก็จะต้องดูจากไฟ Modeling Light นี่แหละ ที่เป็นแสงนำบอกให้เรา รู้ว่าแสงไฟจะตกลงบริเวณส่วนใดของตัวแบบบ้าง ข้อเสียของการเปิด Modeling Light ตลอดเวลา ขณะถ่ายภาพกับชุดไฟที่ใส่ฟิลเตอร์สี จะทำให้เกิด ความร้อนสะสมและไม่สามารถระบายได้ทัน อาจ ทำให้ฟิลเตอร์สีละลายหรือไม่ก็ชุดไฟเกิดความร้อนสูง และตัดไฟไปไม่สามารถถ่ายภาพต่อได้ ซึ่งโดย ส่วนตัวแล้วจะวางตำแหน่งไฟที่เหมาะสมไว้ แล้ว ลองให้ตัวแบบโพสท่าหันซ้ายหันขวาดู ว่าแค่ไหน แสงจึงไม่ลอดออกมา

ข้อควรระวังสำหรับการวางตำแหน่งไฟเสริมที่เสมือนเป็นแสง Backlight แบบนี้ อาจจะทำให้ แสงไฟส่องเข้าหากล้องเราตรงๆ ก็เกิดแสงแฟลร์ ขึ้นมาได้ง่าย แบบนี้ต้องระวังด้วย อุตส่าห์ถ่ายภาพ สบายๆ ในสตูดิโอ แต่กลับมีแสงแฟลร์เข้ามาเนี่ย มันเสียเหลี่ยมมวยจริงๆ..!! แล้วจะทำอย่างไร..? ไม่ยาก..ก็ใส่ Barndoor เข้าไปที่หน้าไฟซิ..!! หรือ ถ้าพอจะมีตังค์ก็ซื้อพวกอุปกรณ์บีบแสงเพิ่ม อย่าง Snoot หรือ Honeycomb Grid เพราะอุปกรณ์พวกนี้จะช่วยบีบแสงให้ตรงลงที่ตัวแบบเพียงอย่างเดียว ไม่ให้มารบกวนคนถ่ายภาพอย่างเรา แต่ถ้าไม่มีก็ เอากระดาษดำหรือเอาฉากดำๆ มากั้นก็ได้

การวางตำแหน่งแสงไฟ Hair Light ส่วน ใหญ่จะยกให้สูงกว่าตัวแบบแล้วส่องกดลงมา คิด ง่ายๆ ก็ทำให้เหมือนเป็นแสงดวงอาทิตย์ส่องย้อน เข้าหากล้อง เหมือนๆ กับเป็นการถ่ายภาพย้อนแสงนั้นแหละ แต่ก็อย่ายกสูงจนเกินไป เพราะจะทำให้ องศาการตกของแสงเหมือนกับการถ่ายภาพตอน เที่ยงวัน แทนที่จะเกิด Rim Light กลับกลายเป็น สร้างผมหงอกผมขาวให้กับตัวแบบไปซะ แต่จะสูง เท่าไหร่ต้องขึ้นอยู่กับความสูงของตัวแบบเป็นสำคัญ หรือจะดูกันง่ายๆ ก็ดูแสงไฟจาก Modeling Light นั่นแหละดีที่สุดหละ แสงตกลงที่ผมในตำแหน่งที่ ถูกต้องหรือยัง..? ได้แสง Rim Light อย่างที่ต้องการ หรือไม่..? แสงไฟ Modeling Light จะเป็นตัวบอก เราได้เป็นอย่างดี การวัดค่าแสงก็ทำเหมือนกับการ วัดแสงเสริมทุกอย่าง จะต้องได้ความเข้มของแสง มากกว่า Main Light 1-2 Stop ไม่อย่างนั้นก็จะ กลืนไปกับ Main Light เช่นกัน
พอเราเบื่อกับแสงส่องเข้าหาตัวแบบแล้ว ก็ลองหันไฟสตูดิโอใส่ฟิลเตอร์สีส่องเข้าหาฉากหลังดูบ้าง ผลที่ได้ทำให้อารมณ์ภาพดูดีขึ้น

เราสามารถกำหนดอารมณ์ภาพให้ร้อนแรงหรือเยือกเย็นได้จากการให้สีของแสง Background Light แบบนี้แหละ การให้สีโทนไหน..? อย่างไร..? จำเป็นต้องดูสีสัน การแต่งกายของตัวแบบด้วย อย่าให้ขัดกันมากหรือตรงข้ามกันเกินไป เพราะทำให้ภาพของเราดูเป็นสี ลูกกวาดไปซะจนหาจุดเด่นอะไรไม่ได้เลย จากภาพชุดตัวอย่างนี้เราจะเห็นว่าบางภาพดูเย็นๆ บางภาพ ดูร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ประกอบกับนางแบบหุ่นดีๆ แบบนี้ด้วยแล้วล่ะก็ ทำให้แนวคิดของความเยือก-เย็นทำได้ยากไปในบัดดล

การวัดแสงของฉากหลังจะวัดแสงให้ได้ค่าความเข้มของแสงเท่าๆ กับ Main Light หรือไม่ก็ ให้ความเข้มของแสงต่ำกว่า นี่เป็นการวัดแสงที่ต่างจากการส่องแสงเข้าหาตัวแบบแล้วนะ การวัดค่า- แสงให้มีความเข้มต่ำกว่าตัวแบบ จะช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับตัวแบบด้วย ก็เหมือนๆ กับการถ่าย ภาพ Portrait โดยทั่วๆ ไป หากเราให้ปริมาณแสง ตกลงเท่าๆ กันทั้งภาพ ไม่ว่าจะเป็นที่ตัวแบบหรือ ที่ฉากหลัง ภาพจะขาดมิติไปมาก แม้ว่าจะมีโทนสี เข้ามาช่วยก็ตาม นี่เป็นเหตุผลหลักๆ ในการจัดการ กับ Background Light
เราจะเห็นว่าการใช้ไฟส่องฉากกับการใช้ ไฟส่องเข้าที่ตัวแบบในตำแหน่ง Backlight อาจจะ ทำพร้อมๆ กันเลยก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังเห็นจะเป็น เรื่องของกำลังไฟ เพราะถ้าหากความเข้มของแสง Background กับแสง Backlight เท่ากัน ตัวแสง Rim Light ก็จะกลืนไปกับฉากหลัง หากเราจะเล่น แสงฉากหลังด้วย จำเป็นต้องให้ความเข้มของแสง ที่ฉากหลังน้อยกว่าแสง Rim Light
 
 
 
(ภาพซ้าย) ภาพนี้อยากให้ร้อนแรง ดุดัน แต่ไม่ดุร้าย โทนสีของภาพจะเป็นโทนสีอุ่น (Warm Tone) ทั้งหมด ภาพอารมณ์นี้ตัวนางแบบเองจะต้องไม่ใส่เสื้อผ้าโทนสีเย็นเข้ามาด้วย เพราะมันจะ ขัดกันมากเลย
Shutter Speed : 1/200 Sec. • Aperture Value : f/16 •
Meter Mode : Light Meter • ISO Speed : 100 • Focal Length : 35 mm
 
 
 
วางตำแหน่งของ Main Light ไว้สูงกว่านางแบบเพราะต้องการเงาลงมาจากปลายจมูก สังเกต Backlight ทั้งสองดวง (Backlight 1 โดนแผ่นพลาสติกสีดำบัง) จะวางค่อนไปด้านหลัง มากๆ เพื่อให้เห็น Rim Light อย่างชัดเจน หากวางไว้ด้านข้างจนเกินไป Rim Light จะเป็น ปื้นๆ ใหญ่ดูน่าเกลียด สำหรับ Honeycomb Grid จะใช้เป็น Hair Light แล้วใส่ฟิลเตอร์สีส้ม ด้วย โดยรวมๆ แล้วโทนสีที่ได้จะมาจากแสงไฟเสริมทั้งหมด โดยมี Main Light ให้สีของแสง เป็นสีขาวเพียงอย่างเดียว
Main Light : Soft Box 500 watt • Hair Light : Honeycomb Grid 500 watt
+ Orange Filter • Backlight (1) : 250 watt + Magenta Filter •
Backlight (2) : 250 watt + Orange Filter • Location : Subaru Studio
 
 
 
 
 
 
 
Back to top
 
 
 
MEDIA NETWORK CO.,LTD.
Soi Anamai (Srinakarin) Srinakarin Rd. Suanluang Bangkok 10250
Tel. 0-2721-4417 Fax. 0-2721-5516
Email : phototech_mag@yahoo.com
 
 
Copyright © 2009 Media Network Co.,Ltd. All Rights Reserved
 
Hit Counters
จำนวนผู้เข้าชม